ชมรมถ่ายภาพกาฬสินธุ์ : สังคมแห่งการแบ่งปัน  มือใหม่ มือโปร มือหมุน คอมแพค ยินดีต้อนรับทุกท่าน หากมีใจรักและสนุกไปกับการถ่ายภาพ
 เว็บดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง

แบ่งปันกระทู้นี้ที่ facebook

เรียนเชิญถ่ายภาพกิจกรรม “ผู้ไทลงข่วงเข็นฝ้ายที่เหล่าใหญ่” ฟื้นประเพณีและเล่าขานต

น่าไป แล้วไปบ๊อล่ะ   

TOP

ขอบคุณเพิ่มเติมข้อมูลคะ


ก. การถ่ายภาพเคลื่อนไหว เพื่อจัดทำวีดิทัศน์วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีชาวผู้ไทตำบลเหล่าใหญ่

สารคดีตอนที่ 1 ประวัติความเป็นมาของผู้ไทตำบลเหล่าใหญ่
ประวัติศาสตร์ชาวผู้ไทในพื้นที่ตำบลเหล่าใหญ่               
ผู้ให้ข้อมูล 1: นางกอง  แสบงบาล และครูประคอง นนทมาตย์
ในพื้นที่ตำบลเหล่าใหญ่มีกลุ่มชาวผุ้ไทตามเรื่องเล่าที่เล่าสืบกันมาว่า คนผู้ไทแต่ดั้งเดินนั้น มีถิ่นฐาน อยู่ที่ประเทศจีนตอนใต้ ต่อมาได้มาอยู่เมืองนาน้อยอ้อยหนู แล้วจึงอพยพเรื่อยมาตามลำน้ำโขง    มาขอขึ้น อยู่กับ เจ้าเมืองเวียงจันทร์ ใน ประเทศลาว  ปัจจุบัน  เจ้าเมืองเวียงจันทร์ให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองบก เมืองวัง (เมืองวีละบุรีในปัจจุบัน)    เมื่อเมืองบกเมืองวังมีปัญหาภายใน มีความเดือดร้อนกัน ขัดแย้งกันภายใน จึงได้อพยพเรื่อยมาตามสายเครือญาติ   ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่ง อยู่แถบเทือกเขาภูพาน พร้อมๆกับผู้ไท เมืองกุดสิม ซึ่งเป็นผู้ไทกลุ่มใหญ่ ซึ่งต่อมาได้ตั้งเป็น เมืองกุดสิมนารายณ์  ได้พักอยู่ที่บ้านนาแค (ปัจจุบัน คือ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม) อีกกลุ่มหนึ่งมาพักอยู่ที่ห้วยนาตาเปอะ (บ้านาตาเปอะ  ตำบลบ้านค้อ  อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหารในปัจจุบัน) บรรพบุรุษของผู้ไทในพื้นที่ตำบลเหล่าใหญ่ ตั้งบ้านเรือนใน บ้านเหล่าใหญ่เมือประมาณปี พ.ศ.2440        ได้อพยพมาพักที่บ้านห้างสายคอ (นาบ้าน ในเขตพื้นที่ บ้านเหล่าใหญ่ หมู่ 8  ตำบลเหล่าใหญ่ อำเภอกุฉินารายณ์  จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบัน )  อีกส่วนพักที่บ้านห้างบ้านปุง  (นาฮ้องน้ำซ้างและนาปุง ในเขตพื้นที่ บ้านเหล่าใหญ่ หมู่ 7  ตำบลเหล่าใหญ่ อำเภอกุฉินารายณ์  จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบัน )  ต่อมาได้เกิดโรคระบาดผู้คนตาย และป่วยจำนวนมากโดยเฉพาะเด็ก  จึงได้อพยพมารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณที่มีป่าเหล่าหนาทึบ ปัจจุบันคือ บ้านเหล่าใหญ่  หมู่ที่ 1 ตำบลเหล่าใหญ่  ซึ่งบริเวณนี้มีเสือและสัตว์ป่าที่ดุร้ายอาศัยอยู่หลายชนิด  อีกกลุ่มมาพักที่ดงเหนือ  เหล่าใหญ่ (บ้านดงเหนือ  ตำบลเหล่าใหญ่ ในปัจจุบัน)  อีกกลุ่มอยู่ดงมะนาว  (บ้านมะนาว  ตำบลเหล่าใหญ่ ในปัจจุบัน)        และอีกกลุ่มหนึ่งขยายไปตั้งบ้านเรือนที่บ้านคำกั้ง        ครูประคองพูดเรื่อง แต่ก่อนเรา มีดี ขี่ช้างมา  มีหน่อช้าง เมืองวังเดิม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทองคำ(ฉากใช้ถ่ายสภาพทั่วไปของชุมชน  วัดหอไตร กิจกรรมชุมชน และภาพนิ่งประกอบ)

ศักยภาพของพื้นที่/การปกครอง
ผู้ให้ข้อมูล 2: นายฤทธิรงค์  ซองศิริ       นายกเทศมนตรีตำบลเหล่าใหญ่
ปัจจุบัน ประชาชนตำบลเหล่าใหญ่  ประมาณ 85 %        เป็นคนผู้ไทแยกตามหมู่บ้านดังนี้   บ้านเหล่าใหญ่ (หมู่ที่ 1, 7, 8 ) บ้านดงเหนือ (หมู่ 2,9) บ้านมะนาว (หมู่ที่ 3, 11,  12 ) และบ้านคำกั้ง (หมู่ที่  4 ,10 )  ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่ราบใกล้เชิงเขา   ซึ่งมีภูเขาน้อยใหญ่แถบเทือกเขาภูพาน มีภูโรย (ภูน้ำจั้น ภูถ้ำพระ ภูขี้เสือ)  ไม้ป้อ ภูน้อย ภูดิน  ซึ่งเป็นป่าเขาที่ค่อนข้างยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารและพืช  ผักหลายชนิด  ที่นำมารับประทานได้ เช่น  ช่วงฤดูแล้ง  ก็จะมีการขึ้นเขาหาเก็บผักหวาน ดอกกระเจียว  ติดจักจั่น  ช่วงฤดูฝนก็จะมีหน่อไม้ เห็ด ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและสัตว์ป่านานาชนิด  
นายกพูดถึงศักยภาพ ของตำบล เรื่อง สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์  การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ปลา  ประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม การทำบุญหาบรรพบุรุษ และการตักบาตรข้าวเหนียวตอนเช้า
โดยเฉพาะ
ในเบื้องต้น นอกจาก กิจกรรม "ผู้ไทลงข่วงเข็นฝ้าย" แล้วยัง พบว่า ที่ ต.เหล่าใหญ่ นี้ เป็นพื้นที่ ที่มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ปลากินพืช  ปลาเลปิโคเทส พุทธบุตรเอนซิส   ที่ภูน้ำจั้น ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ครับ เป็นการค้นพบที่น่าชื่นชมยินดีครับปลาเลปิโดเทสที่ค้นพบนี้ มีลักษณะพิเศษ คือ  เป็นปลาสายพันธุ์ที่มักอยู่กันเป็นคู่ๆ ครับ
ตัวหนึ่งลำตัวเรียงยาว  ตัวหนึ่งลำตัวป้าน  ตัวที่เรียวยาวอาจเป็นตัวผู้  ตัวที่ป้านอาจเป็นตัวเมีย
อาจเป็นไปได้ที่เราได้ค้นพบพฤติกรรมพิเศษ การครองคู่รักแท้ของปลาที่ต.เหล่าใหญ่ นี่
ที่ แม้ตายก็ขออยู่คู่กัน  เป็นปลาที่มีรักแท้คู่ผัวตัวเมีย แล้วสาวผู้ไทงามของต.เหล่าใหญ่ จะมีรักแท้เหมือนปลาไหมหนอหรือเป็นเพียงความบังเอิญแต่เพียงปลาโบราณ เท่านั้น
ซากดึกดำบรรพ์ปลาเลปิโคเทส  ที่ภูน้ำจั้น ต.เหล่าใหญ่ นี้อายุ กว่า๑๕๐ ล้านปี แล้วครับ     เป็นแหล่งการค้นพบ ซากดึกดำบรรพ์ปลา ที่เป็นปลาสายพันธ์ ที่ค้นพบใหม่ พบครั้งแรกในประเทศไทยและแห่งเดียวในโลก ที่ภูน้ำจั้น ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เท่านั้นครับ
ถือเป็นแหล่งร่อยรอยทาง ประวัติศาสตร์ที่สำคัญในปัจจุบัน เป็นที่น่าสนใจของคนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างต่างประเทศ. ด้วยความพิเศษอยู่ตรงที่เป็นปลาที่มีรักแท้เป็น คู่ผัวตัวเมียที่อยู่เคียงข้างคู่กันจวบจนวันตาย....”



ตำนานปาฏิหาริย์และความศักดิ์สิทธิ์ เกร็ดงูซวง ภู“ น้ำจั้น”

ผู้ให้ข้อมูล 3: นายพวง  ไชยสวาสดิ์  บ้านดงเหนือ  หมู่ที่ 2  ต.เหล่าใหญ่  
ที่ภูน้ำจั้นเป็นเนินเขาที่ไม่สูงนักอยู่ในเขตพื้นที่บ้านดงเหนือ  น้ำจั้นเป็นแหล่งน้ำซับที่สำคัญ  มีชื่อกล่าวขานตามภาษาถิ่นอีสานว่า “ น้ำจั้น” น้ำจั้นเป็นน้ำแหล่งน้ำซับที่ไหลออกมาจากซอกหินตลอดปี  ลงสู่ห้วยยางและลำพะยัง  ตามลำดับ  เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใสสะอาดเสมือน เป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยง ชีวิตของชาวเหล่าใหญ่   ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน  เป็นสถานที่ที่ผู้คนกล่าวขานถึง ความศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์ ของเจ้าที่ภูมิสถานยิ่งนัก (ขยายความเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์ นี้ด้วย)


สังคมอุดมทิพย์อุดมธรรม ภูมินิเวศกุดสิมนารายณ์
ผู้ไทตำบลเหล่าใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของภูมินิเวศวัฒนธรรมกุดสิมนารายณ์ ช่วยขยายความด้วยว่า ในงานผู้ไทนานาชาติเราเอาอะไรไปแสดง(เชื่อมโยงประวัติศาตร์  และการตั้งถิ่นฐาน  ภูมินิเวศภูพานสังคมอุดมธรรม)
ผู้ให้ข้อมูล 4   นายฤทธิรงค์  ซองศิริ       นายกเทศมนตรีตำบลเหล่าใหญ่
บอกว่า งานมหกรรมผู้ไทนานาชาติที่เขาวง    ผู้ไทบ้านเหล่าเราเอาอะไรไปแสดง  แสดงศักยภาพตำบล (ถ่าภาพ ซุ้มตำบลเหล่าใหญ่ที่เขาวง ให้สัมภาษณ์ที่เขาวง)

ผู้ให้ข้อมูล 5  อ.ธันวา ใจเที่ยง มรภ.กาฬสินธุ์    ต.เหล่าใหญ่ อยู่ใน ภูมินิเวศ กุดสิมนารายณ์ ภูมินิเวศภูพาน ที่เป็น/มีอุดมการณ์สังคมอุดมทิพย์อุดมธรรม(ถ่าย พื้นที่เขาวง เริ่มจากตรงภูโหล่ย  รอยต่อเขาวงกุฉินารายณ์ สวยมากและถ่ายทำภาพกิจกรรมมหกรรมผู้ไทนานาชาติที่เขาวง)

[ แก้ไขล่าสุด jaae เมื่อ 2012-3-6 17:40 ]

http://jaaebaby.multiply.com

TOP

สารคดีตอนที่ 2 ผู้ไทลงข่วงเข็นฝ้าย “ เว้าพื้นความหลังตอนเป็นผู้บ่าวผู้สาว”

ความเป็นมาการลงข่วงเข็นฝ้าย“ เว้าพื้นความหลังตอนเป็นผู้บ่าวผู้สาว”

ผู้ให้ข้อมูล 1: นางกอง  แสบงบาล   , นางวันดี  ตาทิพย์  , นายเขียน  แสงกล้า  นายคงคลี  แสงกล้า

               สมัยโบราญของชาวอีสาน เสื้อผ้าและ เครื่องนุ่งห่ม ทุกประเภทต้องทำเองทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การปลูกฝ้ายซึ่งจะปลูกในฤดูฝน และเก็บดอกฝ้ายในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม  หลังฤดูการเก็บเกี่ยว  ข้าวถูกเก็บที่ยุ้งฉางเรียบร้อยหรือผู้ไทเรียกข้าวขึ้นเล้า  เป็นช่วงหน้าหนาวพอดีชาวภูไทจะนำดอกฝ้ายที่ผึ่งแดดร้อนๆมาอิ้วเพื่อแยกเมล็ดฝ้ายออกจากดอกฝ้าย  หลังจากนั้นจะนำฝ้ายไปดีดด้วยคันโต้งในกะเพด  เพื่อให้ฝ้ายพองตัว  แล้วนำไปทำ ล้อฝ้ายโดยการดึงเอาฝ้ายที่ดีดได้ที่แล้วมาคลี่ออกเป็นแผ่น  แล้วม้วนด้วยไม้ให้ใหญ่เท่านิ้วโป้ง  ยาวประมาณ6นิ้วเก็บไว้ที่ไหที่แห้งหรือถุงผ้า นำออกมาเข็ญเป็นเส้นด้าย  นำไปย้อมสีและทอเป็นผ้าห่ม ผ้าขาวม้า ผ้าถุง เป็นต้น

บรรยากาศการลงข่วง/การทำข่วง

ผู้ให้ข้อมูล  2: นายบัวรม  รังรส  นายแฝง  ตาทพย์  นายคำใส  กุลเสนชัย  นางนันท์  เพริดพร้าว

การลงข่วง
การลงข่วงเข็ญฝ้ายของสาวผู้ไทจะลงข่วงหลังจากเสร็จจากการเกี่ยวข้าวในช่วงฤดูหนาวเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธุ์
การทำข่วง
               สาวๆแต่ละคุ้มประมาณ 3-10 คนจะพากันทำข่วงโดยใช้ไม้ยกพื้นสูงประมาณ 1-2 เมตรปูพื้นด้วยไม้ไผ่สับฝากหรือแผ่นไม้  กว้างตามจำนวนผู้จะลงข่วงประมาณ 6-10 ตารางเมตรอาจเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส  จะทำกองไฟไว้ตรงกลางโดยใช้กาบกล้วยเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขนาดกว้างประมาณ 1 เมตรยาว ประมาณ 1 เมตรปูพื้นด้วยกาบกล้วยหลายๆชั้นกันไฟไหม้ใช้ฝืนก่อไฟให้ความร้อนและให้แสงสว่างซึ่งสาวๆจะหาตั้งแต่ตอนกลางวัน

บรรยากาศการลงข่วง

ผู้ให้ข้อมูล  3: นายเขียน แสงกล้า    คุณยายวันดี  ตาทิพย์     

เวลาลงข่วง
               หลังรับประทานอาหารเย็น ช่วงประมาณ 1 – 6 ทุ่มหนุ่มจะมาเป็นกลุ่มๆเพื่อจีบ พูดคุย หรือหยอกล้อ กันสาวลงข่วงโดยการเป่าแคน ดีดพิณ เป่าปี่ ลำภูไท หรือจ่ายผญา แล้วแต่ความสามารถของแต่ละกลุ่ม บางกลุ่มหากไม่มีเครื่องดนตรีจะเคาะไม้ หรือวัสดุอื่นๆบอกให้รู้ว่ามาแล้ว   ในคืนหนึ่งๆแต่ละข่วงจะมีหนุ่มหลายๆกลุ่มมาจีบ หลังเลิกข่วงบางครั้งหนุ่มอาจตามสาวไปคุยกันต่อที่บ้านเรียกว่าอยู่ค่ำ
               การลงข่วงสาวๆจะเข็ญฝ้ายโดยการหันหลังใส่กองไฟเพื่อความอบอุ่นและแสงสว่าง  การเข็ญฝ้ายคือการปั่นฝ้ายให้เป็นเส้นด้ายด้วยหลา
ประโยชน์ของการลงข่วง
1.  เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อเข็ญฝ้ายของสาวๆ
2.  เพื่อพบปะพูดคุยและจีบกัน หยอกล้อกันของหนุ่มสาว
3.  ทำให้ไม่ง่วง และไม่เหนื่อย
4.  หนุ่มสาวได้แสดงความสามารถไหวพริบปฏิภาณตอบโต้ผญากัน ได้ความรื่นเริงจากดนตรีช่วยผ่อนคลายความเครียดหลังจากกิจวัตรประจำวัน                   

ความประทับใจ การมาร่วมลงข่วง ความเห็นทัศนะ ขอ อ.ธีรภาพ โลหิตกุล

http://jaaebaby.multiply.com

TOP

สารคดี ตอนที่ 3 การฟ้อนผู้ไท และการแต่งกายของคนผู้ไทตำบลเหล่าใหญ่

การฟ้อนผู้ไท ผู้ให้ข้อมูล  1 คุณครูสนทนา  วรสาร
รำ 3 ท่า
-        ท่ารำจะมีสาวผู้ไทลงข่วงเข็ญฝ้าย
-        สาวผู้ไทแหย่ไข่มดแดง
-        สาวผู้ไทเก็บผักหวาน

การแต่งกายแบบผู้ไทที่ใช้ฟ้อนรำผู้ไท
ผู้ให้ข้อมูล 2  คุณครูสนทนา  วรสาร

การแต่งกายแบบผู้ไทยเหล่าใหญ่

  ผู้ให้ข้อมูล:         นายแต้ม  สารผล   คุณยายนันท์  เพลิดพร้า   
นางบุญเรือง  พลหงส์     นางปานแก้ว  แสบงบาล
นุ่งซิ่น การแต่งกาย ของชาวผู้ไทยสมัยก่อนจะนุ่งซิ่นมัดหมี่ต่อตีน ซึ่งลักษณะเด่นของผ้าซิ่นผู้ไทย คือ การทอและลวดลายเช่น ทอเป็นลายนาคเล็กๆ นอกจากนี้มีลายอื่น ๆ เช่นหมี่ปลา หมี่กระจัง หมี่ข้อ ทำเป็นหมี่คั่น ไม่ได้ทอเป็น          ผ้าหมี่ทั้งผืนมีลายต่าง ๆ มาคั่นไว้สีที่นิยม คือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง พื้นมักใช้สีเปลือกอ้อย นอกจากนี้ยังพบผ้ามัดหมี่ฝ้าย ขาวสลับดำ ในกลุ่มผู้ไทยด้วย
เสื้อคอลาย นิยมทำเป็นเสื้อแขนกระบอก ๓ ส่วน ติดกระดุมธรรมดา กระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์  เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว นิยมใช้ผ้าย้อมครามเข้ม ต่อมา ได้มีผู้นำขลิบแดงติดที่เสื้อ เช่น ที่คอ สาบเสื้อ ปลายแขน เพื่อใช้กับฟ้อนผู้ไทย และใช้กันมาจนทุกวันนี้ เครื่องประดับ สรวมสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า (ก้องแขน-ก้องขา) ด้วยโลหะเงิน เกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรง ในสมัยโบราณใช้ผ้ามน หรือแพรมนทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ม้วนผูกมวยผม อวดลวดลายผ้าด้านหลัง ในปัจจุบันใช้ผ้าแถบขนาดเล็ก ๆ สีแดงผูกแทนแพรมน การแต่งกายปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จนไม่มีคนแต่งกายแบบดั้งเดิมตามบ้านให้เห็นแล้ว ยกเว้นจะมีพิธีกรรมบางอย่าง เช่น ช่วงเทศกาลงานบุญประเพณี หรือกรณีพิเศษ เช่น การฟ้อนผู้ไทย ทุกวันนี้พากันแต่งกายตามสมัยนิยมกันแล้ว ผู้หญิงหันมานุ่งกางเกง เพราะว่าทะมัดทะแมงดี หาง่าย ซื้อสำเร็จรูปมาใช้ได้เลย มีหลากสีหลากทรง


ผู้ให้ข้อมูล 4  นางกอง  แสบงบาล และครูประคอง นนทมาตย์
การแต่งกายแบบผู้ไทยในสมัยก่อนนั้นผ้านุ่งที่สวมใส่ชาวผู้ไทยจะทำเองทุกขั้นตอนนับตั้งแต่การ            ปลูกฝ้ายแล้วแปรรูปเป็นเส้นฝ้ายนำมาผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนเพื่อให้ออกมาเป็นผืนผ้าที่สวยงามและตัดเย็บเองซึ่งทำด้วยมือทุกขั้นตอน  ซึ่งภูมิปัญญาการทอผ้า  หรือเย็บผ้า ผู้หญิงจะถูกฝึกให้ทอผ้าเป็นตั้งแต่อายุ  9-  15  ปี  แล้วสวมใส่เป็นชุดผู้ไทย จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและโดเด่น  โดยเฉพาะการแต่งกาย หญิงชาวผู้ไท จะสวมเสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์คือเสื้อแขนยาวกระบอกสีดำ  ด้านหน้าผ่าตลอด  คอตั้งคอเสื้อใช้ผ้าขิด    หรือขลิบริมสาบเสื้อผ้าสีขาว ริมคอเสื้อด้านบนใช้กระดุม  หรือใช้เหรียญเงินเก่าๆ เจาะรูแล้วเอากระดาษสีต่างๆ  ร้อยทับเหรียญอีกทีหนึ่ง  เย็บเป็นแถวลงมาเกือบถึงชายเสื้อ  ผ้าถุงนุ่งซิ่นดำ และห่มสไบสีแดงลายขิดที่เรียกว่า แพรวา ยาวประมาณหนึ่งวา (การแต่งกายแบบหญิงผู้ไทยสมัยก่อน) ต่อมาพัฒนามาเป็นลายเก็บจกที่สอดเส้นฝ้ายหลายหลายสีทำให้มีสีสัน  สวยงาม แทน  ส่วนผ้าถุงใช้ผ้าซิ่นไหมทอเป็นลวดลายต่าง ๆ สวยงาม  หรือใช้ไหมมัดหมี่ริมผ้าซิ่น ทดลวดลายเป็นเชิงลวดลายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผู้ไท ผ้าสะใบใช้แพรวา พาดเฉียงห่มทับไหล่ ทับซ้ายปล่อยชายทิ้งไว้ด้านหลังหรือห่มเฉียงจากไหล่ซ้าย  มิดเข็มขัดที่เอวขวาหรือทิ้งชายยาว   ผมจะเกล้าสูงและมีผ้าฝ้ายทำเป็นชายห้อยย้อยทิ้ งชายลงมาด้านใดด้านหนึ่งแล้วแต่ความงาม  ปัจจุบันได้นำภูมิปัญญาการทอผ้ามาประยุกต์ ใช้ตามสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป  แต่ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์  เช่น  ฝ้ายที่ไม่ได้ปลูกเองก็จะนำวัตถุดิบจากโรงงานแล้วมาทอมือ  ตัด  เย็บเอง เช่น  เสื้อเย็บมือ  เสื้อผู้ไทประยุกต์  ผ้าแพรวาลายเก็บจก ผ้าห่ม ผ้าพื้นสีต่าง ผ้าซิ้นมัดหมี่ฝ้ายและไหม   

ผู้ให้ข้อมูล 5 นายฤทธิรงค์  ซองศิริ นายกเทศมนตรีตำบลเหล่าใหญ่
การส่งเสริมและสนับสนุนด้านวัฒนธรรมประเพณีการแต่งกายแบบผู้ไทในปัจจุบันยังมีการรักษาขนมธรรมเนียมการแต่งกายไว้อย่างเหนียวแน่นมีการส่งเสริมและพัฒนาให้มีการแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมืองตามเทศกาลงานบุญประเพณีต่างในท้องถิ่นทั้งแบบผู้ไทประยุกต์  และแบบผู้ไทยโบราณ  ซึ่งเป็นทุนทางปัญญาของผู้ไทเหล่าใหญ่  เช่น การพัฒนาอาชีพเสริมรายได้ให้กับครอบครัวหลังฤดูเก็บเกี่ยว คืองานทอผ้าพื้นเมือง  โดยเฉพาะภูมิปัญญาผ้าลายจกลายขิด ผ้าพื้น  ผ้าขาวม้า ผ้าแพรวา  ผ้ามัดหมี่  ซึ่งเริ่มจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน และยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสิ่งทอ  เช่น พัฒนาเรื่องการแต่งกายแบบผู้ไท จากผู้ไทโบราณก็จะปรับประยุกต์พัฒนาให้เข้ากับสมัยนิยมแต่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์เฉพาะตัว  พัฒนาแปรรูปจากสิ่งทอที่หลากหลาย  เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่วมรณรงค์ อนุรักษ์สืบสานตามเทศกาลงานประจำปี งานชุมชนจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายกระจายออกไป ถือเป็นงานเสริมรายได้ให้กับครอบครัว  และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของผู้ไทยเหล่าใหญ่ด้วย  โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและให้การดูแล จัดหาตลาด  ปัจจุบันมีการรวมตัว เป็นเครือข่ายเพื่อพัฒนางานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสิ่งทอ  เกิดความเข้มแข็งกับกลุ่มองค์  และที่สำคัญเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาให้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่  เช่น  การย้อมผ้าจากคราม  การย้อมจากเปลือกไม้  การเย็บเสื้อด้วยมือ (เสื้อเย็บมือแบบโบราณ)ฯลฯ
ผ้านุ่งผู้ไท
1.เสื้อคอลาย หรือ ชุดผู้ไทเต็มยศ ในปัจจุบัน จะสวมใส่ในงานพิธีการ งานบุญประเพณีต่างๆ และเป็นชุดที่สวยงาม ของสาวผู้ไท จะสวมใส่กับซิ้นหมี่ผ้าหรือหมี่ไหม ผุ้ชายจะใส่คู่กับซ่งขาก้วยสีดำ ย้อมเบอะ(ย้อมคราม)  หรือผ้าสล่งไหม
2.เสื้ออ้อง  เป็นชุดที่หญิงผู้ไทยใส่กับกับบ้าน สวมใส่คู่กับผ้าขี้งา สีดำย้อมเบอะ ฝีมือการเข็ญฝ้ายและการทอจะไม่ค่อยปราณีตนัก
3. ผ้าเคนเอิ้ก  เป็นชุดที่หญิงผู้ไทยใส่กับกับบ้าน สวมใส่แพรวามัดอก   นุ่งผ้าซิ้น
4. ชุดผู้ไทยประยุกต์  ปัจจุบันจะมีการพัฒนาด้านสิ่งทอของคนผู้ไทพร้อมทั้ง มีการแปรรูปจากผ้า ที่หลากหลาย เช่น  มีการทอผ้าพื้นที่หลากหลายสี  ซึ่งแต่ก่อนนั้นมีแต่สีดำที่ย้อมจากครา มและเปลือก  และสีที่มาจากธรรมชาติ   และแปรรูปมาเป็นเสื้อเย็บมือ ภาครัฐมีการส่งเสริมให้ สวมใส่ผ้าพื้นเมือง แต่ละท้องถิ่น  ก็จะมีการตัดชุดชาฟารี ชาย
และมี การถ่ายทำ การฟ้อนผู้ไทเต็มๆ 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนบ่ายๆๆ ครั้งที่2 ช่วงลงข่วง

ข. การถ่ายภาพนิ่ง วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีชาวผู้ไทตำบลเหล่าใหญ่
การทอผ้าลายเก็บจก  โดย  นางปราณี เอกพันธ์  นางคำคร  ชมชื่น สถานที่  บ้านเหล่าใหญ่ หมู่ที่ 1
โดย  นางพรรณี  ใจศิริ  น.ส. กนกพร  ใจศิริ   นางไตร  แสงเพนางฉิม  ยอดยศ  นางละเอ่ย แสงฤทธิ์     ฯลฯ สถานที่  บ้านเหล่าใหญ่ หมู่ที่ 7  
อุปกรณ์  กี่ , ผ้าขายขิด ,ลายเก็บจก,  ฟืม,  กะบอก, หลา ,กง (นางแบบถ่ายคู่อุปกรณ์)
การเย็บเสื้อด้วยมือ  โดย  นางใครศรี  โสภาคะยัง  น.ส.นงนุช  โสภาคะยัง    นางอวยพร  ซองศิริ   
นางภาพิมล  แสงกล้า   นางเกสร  จิตปรีดา  นางแป๋ว  ดุลชาติ น.ส.ดวงใจ  สุขเสริม ฯลฯ
สถาน  ที่  บ้านเหล่าใหญ่ หมู่ที่ 1
อุปกรณ์  ผ้าพื้นหลากหลายสี  เสื้อเย็บมือที่ทำเสร็จแล้วอย่างหลากหลายแบบ        (นางแบบถ่ายสวมชุดผู้ไทยประยุกต์)
การทอผ้าพื้น  โดย  นางสุวรรณี  กุลเสนชัย  น.ส.สุภลักษณ์  จิตจักร น.ส.สุดาพร พลหงษ์                        น.ส.พรพรรณ  แก้วคำภา  (ปลัด ทต.เหล่าใหญ่ )นางสุนันทา  แสบงบาล  น.ส.เบญชญา  จิตจักร         นายศุภวรรษ  จิตจักร    น.ส.ศิรินทร์  ยลถวิล          ฯลฯ         
สถานที่  บ้านเหล่าใหญ่ หมู่ที่ 1 ,7
อุปกรณ์   กี่ , ผ้าพื้นหลากหลายสี ,  ฟืม,  กะบอก, หลา ,กง (นางแบบถ่ายคู่อุปกรณ์)
จัดช่วงเวลาด้วยว่าทำอะไรช่วงไหน  นอกจากแบ่งตามประเภทเครื่องแต่งกายแล้วแยกตามประเภทกิจกรรมด้วย เช่น ทอผ้า มีใคร เข็นฝ้าย
ตัวผักหลอกกับกะด้ง  ตีฝ้ายกับกะเผดฯ
1.  ถ่ายภาพนิ่งชุดผู้ไทแบ่งตามลักษณะการแต่งกาย
1.1  เสื้อคอลาย  (ชุดผู้ไทเต็มยศ)
        1.  นางสาวพรพรรณ  แก้วคำภา                2.  นางสุนันทา  แสบงบาล
3. นางสาวเบญชญา  จิตจักร                4.  นายศุภวรรษ  จิตจักร
5. นางสาวศิรินทร์  ยลถวิล                  ฯลฯ
1.2   เสื้ออ้อง  
1.  นางสาวพลอยวรินทร์  สุวรรณดี          2. นางสาวณัฐชา  จิตจักร  ฯลฯ
1.3  ผ้าเคนเอิ้ก
        1. นางสาวกนกพร  ใจศิริ                        2.  นางสาวอินธิรา  ใจศิริ
        3.  นางสาวรุ่งธิวา  จิตจักร                  ฯลฯ
1.4   ชุดผู้ไทยประยุกต์
1. นางสาวณภัสวรรณ  ศรีโต                  2.  นางสาวกลมเนตร  แสงบุตร
        2.นางสาวสุภาพร  พลหงษ์                4.  นางสาวศุภลักษณ์  จิตจักร  ฯลฯ

http://jaaebaby.multiply.com

TOP

2.  ถ่ายภาพนิ่งชุดผู้ไทแบ่งตามกิจกรรมวิถีชีวิตชุมชน

ช่วงที่ 1 เวลา  16.00 - 16.30  น. กิจกรรม

ถ่ายการทำกิจกรรมร่วมกับอุกรณ์ต่างๆ เช่น  หลา กระเพด กระด้ง ฝ้าย  ฯลฯ
กิจกรรม เก็บจก อุปรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ฯลฯ
กิจกรรมการทอผ้าพื้นเมืองในกี่ผู้ไททอผ้า พร้อมอุปกรณ์สิ่งทอ    กี่   ผ้าลายขิค  หมอน ผ้าพื้นหลากหลายสี  

ช่วงที่ 2  เวลา   16.30- 17.30 น.   กิจกรรม
ผู้ไททอผ้า พร้อมอุปกรณ์สิ่งทอ    กี่   ผ้าลายขิค  หมอน ผ้าพื้นหลากหลายสี  

. จักสาน
กลุ่มผู้เฒ่าจักสาน  บ้านเหล่าใหญ่  หม่ที่ 1

ช่วงที่  3  เวลา   18.00 -21.00........กิจกรรม

1. พาแลง
2. การลงข่วง (ผู้สาวสำน้อย)
1. นางสาวกนกพร  ใจศิริ                        2.นางสาวอินธิรา  ใจศิริ
        3. นางสาวรุ่งธิวา  จิตจักร                  4. นางสาวอนุชิดา  ขันธะหงส์  ฯลฯ
3.  ลงข่วง (ผู้เฒ่า)
นางกอง  แสงบาล  พร้อมคณะ  ฯลฯ
5. ศิลปะดนตรี
1.         กลุ่มดนตรีพื้นเมือง  เยาวชนเหล่าใหญ่
2.        กลุ่มหมอลำ  หมอแคน  โหวต พิณ  กอง ผญา   ผู้เฒ่า  ฯลฯ  
3.        ชุดฟ้อนลำผู้ไทย  ทีมเยาวชนดงเหนือ  นำทีม  คุณครูสนทนา  วรสาร

http://jaaebaby.multiply.com

TOP

ศึกษาข้อมูล เตรียมพร้อมก่อนเดินทางไปงานลงข่วงเข็นฝ้าย ที่เหล่าใหญ่

ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ
บรรยากาศเริ่มคึกคัก ครับ วันที่ 8 จะมีช่างภาพจากกรุงเทพ และกาฬสินธุ์เรา กว่า  20 คนแล้ว
งานนี้kalasin photo club - ชมรมคนถ่ายภาพจังหวัดกาฬสินธุ์
จะได้พบกับช่างภาพอาวุโสจาก สห+ภาพ (Foto United)ชุมชนฅนถ่ายภาพ
นำทีมโดย อ.ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนและช่างภาพสารคดีอิสระ
นอกจากนี้ยังชมรม เพื่อนบ้านใกล้เคียงเรา sakon photo club มาร่วมด้วย
.......
ให้เจ้าภาพศึกษาข้อมูลพื้นฐานก่อนจะเดินทางไปร่วมงาน ครับ
ลงข่วงเข็นฝ้ายที่เหล่าใหญ่ ฟื้นประเพณีและเล่าขานตำนานผู้ไท : สัมมนาผู้ไทนานาชาติที่เขาวง กาฬสินธุ์ (6)
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480040
...
ใช้AI ค้นหารักแท้ การอยู่เคียงข้างคู่กันจวบจนวันตาย จากซากดึกดำบรรพ์ปลา : สัมมนาผู้ไทนานาชาติ ที่เขาวง กาฬสินธุ์ (7)
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/48067
........
ผู้ไทก่อนมาอยู่ในสยาม มาช่วยกันเปิดเพดานประวัติศาสตร์ผู้ไทครับ : สัมมนาผู้ไทนานาชาติที่เขาวง กาฬสินธุ์ (3)
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/476645
.........
เจอกันทักทายกันและให้คำแนะนำด้วยนะครับ ตากล้องป้ายแดง เข็มไมล์ยังไม่ถึงหมื่น
ขอบคุณครับ

TOP

ข้อมูลลงข่วงเข็นฝ้ายเหล่าใหญ่

ข้อมูลที่ให้ไป เป็นร่างฐานข้อมูลศักยภาพที่มีอยู่ในชุมชน
ส่วนบทสารคดีจะจัดทำภายหลัง
ด้วยมีถ่ายทำต่างก็เป็นอาสาสมัคร ทำตามใจรักสร้างสรรค์ในมุมตัวเอง
ทีมงานจะดูข้อมูลภายหลัง แล้วจัดทำเป็นบทสารคดีให้ชุมชนต่อไป
กตืกาที่เชิญชวนนะครับ
กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมร่วมระหว่าชุมชนบ้านเหล่าใหญ่
กับทีมงานอาสาสมัครจากสห+ภาพ (Foto United)ชุมชนฅนถ่ายภาพ
ทางเจ้าภาพเชิญชวน ให้ช่างภาพที่ไปร่วมทุกท่านคืนภาพให้ชุมชนทุกท่าน
อย่างน้อยภาพที่คัดสรรแล้ว20ภาพ ทางชุมชนจะนำไปจัดระบบเพื่อเผยแพร่ต่อไป
ผมจะได้ประสานกับผู้ประสานงานทีมที่จะไปร่วมงานต่อไปครับ
ขอบคุณครับ

TOP

ผมจะเอาแบตกะเมมไปเยอะๆครับ
> "รับงานถ่ายภาพทุกชนิด http://aumsama.multiply.com" <

TOP


KALASIN PHOTO CLUB

รวมภาพ สมาชิกโดย    แสดงที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า ไม่ดัดแปลง การนำภาพและบทความไปใช้งานอ่านที่นี่